Welcome

ดูหนังออนไลน์: The Third Day ลึกลับสยองขวัญ

ดูหนังออนไลน์: The Third Day ลึกลับสยองขวัญ หนังเรื่องใหม่ของ HBO 6 ตอนจบ ที่มีแนวทางขายความลึกลับสยองขวัญ ผ่านงานภาพสวยโดดเด่นสะดุดตามาก กับเรื่องราวบนเกาะเล็กๆ ที่มีความเชื่อแปลกประหลาดบนพื้นฐานที่ต่างออกไปจากสังคมโลกปกติ

มินิซีรีส์จากประเทศอังกฤษที่มีแนวทางเดียวกับหนัง Midsommar แนวชุมชนขนาดเล็กในที่ปิด ที่มีพิธีกรรมสยองในแบบความเชื่อของตัวเอง และก็เป็นหนังที่เน้นขายงานศิลป์ทั้งภาพทั้งการออกแบบดีไซน์สิ่งต่างๆ ในเรื่องอย่างสวยงาม ซึ่ง The Third Day มาในแนวทางเดียวกันทั้งหมด แต่สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ทำได้ดีกว่ามากคือการที่หนังไม่เล่าเรื่องแบบไม่อินดี้หรือยัดเยียดความอาร์ตให้กับผู้ชมจนเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังอย่าง Midsomar แม้จะดูดีมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ถูกใจนักวิจารณ์สายเสพงานอินดี้อาร์ทๆ ที่ต้องมานั่งตีความอะไรเยอะแยะ แต่กับผู้ชมทั่วไปแทบหาวไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้จะเอาความสยองมาเป็นจุดขายให้ผู้ชมตื่นตัวก็ตาม แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงอะไรแบบนั้นเลย

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ “แซม” (รับบทโดย Jude Law) ชายหนุ่มที่เข้าไปช่วยชีวิตเด็กสาววัยรุ่นที่พยายามฆ่าตัวตายในป่า และตัดสินใจพาเธอไปส่งยังบ้านที่อยู่ในชุมชนเล็กๆ บน “เกาะโอซี” เกาะที่มีทางเชื่อมกับโลกภายนอกคือถนนคดเคี้ยวระหว่างเกาะที่ต้องรอน้ำขึ้นลงถึงจะข้ามไปมาได้ แม้ว่าผู้คนจะดูเป็นมิตรในตอนแรก แต่แล้วเขากลับพบว่าผู้คนบนเกาะนี้มีความเชื่อแปลกประหลาดที่สืบทอดกันมายาวนาน และดูซ่อนเร้นประสงค์อะไรบางอย่างในตัวเขา ซึ่งเขาไม่ใช่คนนอกเพียงคนเดียวในตอนนี้ แต่ยังมี “เจส” (รับบทโดย Katherine Waterston ) ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องราวของชุมชนบนเกาะนี้ ซึ่งเธอก็พยายามอธิบายให้เขาฟังถึงสิ่งแปลกประหลาดที่แซมต้องเจอและสยดสยองกับมัน ว่าเป็นแค่ความเชื่อของชาวบ้านเท่านั้นเอง แต่แล้วเธอกลับต้องมาพบกับความผิดปกติที่แซมพยายามบอกเธอเช่นกัน

การันตีได้ว่าเรื่องราวดูเข้าใจง่ายไม่ยาก แม้ EP1 ตอนแรกอาจจะรู้สึกว่าเรื่องราวดูสับสนเข้าใจยาก มีปริศนามากมายซ่อนไว้ตามทาง ทั้งจินตนาการของตัวเอกในยามปกติและในฝัน หรือการเล่นภาพมุมกล้องแปลกๆ ให้ชวนสงสัยจนถึงขั้นงงว่าสื่ออะไร แต่พอขึ้น EP2 (แบ่งเป็นวันตามชื่อเรื่องวันที่ 1 2 3) เรื่องราวจะถูกเฉลยมาเรื่อยๆ ตอน 3 ก็เคลียร์แล้ว การเดินเรื่องไว สนุกแบบแปลกใหม่ แทบไม่มีช่วงเบื่อเลยระหว่างที่ดู และก็จบช่วงแรกที่ตรงนี้ เพราะนี่เป็นมินิซีรีส์ 6 ตอนจบเท่านั้น และเป็นแบบลิมิเต็ดจบเลย ที่มีการแบ่งภาคหรือพาร์ทของเรื่องราวออกเป็น 2 ส่วนบวกสเปเชียลอีก 1 ส่วนละ 3 ตอนจบตามฤดู ขึ้นต้นด้วยฤดูร้อน Summer ต่อด้วย Winter ฤดูหนาว โดยมีฤดูใบไม้ร่วง Autumn เป็นตอนพิเศษอีก 3 ตอนที่ยังไม่กำหนดการฉายใน HBO ว่ามาเมื่อไหร่ แต่ทางผู้สร้างบอกไว้แล้วว่าดูจบแค่ 6 ตอนก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งหลังดู 3 ตอนแรกจบช่วง Summer ก็บอกได้เลยว่าเรื่องราวค่อนข้างเคลียร์ปมชัดหมดแล้วในส่วนของตัวเอก Jude Law และเนื้อเรื่องก็ออกมาดีงามมาก จบได้ลงตัวมีเหตุผล แม้จะไม่ได้เซอร์ไพรส์มาก สิ่งที่เห็นตอนแรกก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด สารภาพเลยว่าตอนแรกที่เริ่มดูซีรีส์เรื่องนี้คิดว่าคงไม่แตกต่างจาก Midsommar อะไร เหมือนไปก๊อปมาด้วยซ้ำ แต่กลับแตกต่างและลงตัวมีเหตุผลดีกว่าในส่วนของพิธีกรรมประหลาดๆ บนเกาะแห่งนี้ได้อย่างลงตัว และยังทิ้งปริศนาไว้พองาม แบบไม่ต้องสนใจก็ได้ เพราะตัวเรื่องน่าจะไปเฉลยทีหลังในช่วง Winter กับ Autumn โดยที่ไม่ได้มีผลกับเนื้อเรื่องหลักของ Summer ที่จบไปครับ

จุดเด่นของเรื่องนี้จริงๆ คืองานภาพกับมุมกล้องที่สวยแปลกตามากๆ เข้ากันกับธีมของเรื่องลึกลับบนเกาะได้ดี ต้องบอกเลยว่าให้คะแนนเต็ม 10 ได้เลยกับงานภาพในเรื่องนี้ที่ตั้งใจออกแบบมุมกล้องสวยๆ ภาพโคลสอัพงามๆ กับทุกสิ่งทั้งใบหน้าคนและสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา แทบจะทุกฉากเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะมุมท็อปวิวของเกาะโอซี ที่ตามเนื้อเรื่องชาวบ้านเชื่อว่าเป็นแดนสวรรค์บนโลก ฉากต่างๆ ในเรื่องยังใช้การเกรดสีกับคอนทราสให้เข้มสูงมากกับทุกฉาก โดยเฉพาะกับสิ่งมีชีวิตอย่างพวกแมลง หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ตายทั่วไปหมดบนเกาะ (มีเหตุผลอธิบายไว้ในเรื่องตอนหลัง) ทำให้สิ่งมีชีวิตพวกนี้สีสดตัดกับฉากเหมือนภาพงานศิลป์สยองลึกๆ ทุกครั้งที่เห็น รวมถึงฉากสยองขวัญต่างๆ ที่มาในรูปแบบพิธีกรรมหรือสิ่งของแหวะๆ ฉากจินตนาการเหนือจริง แต่ก็มีความอาร์ตด้วยทุกครั้ง ต้องบอกเลยว่าแค่ดูฉากพวกนี้ก็รู้สึกได้เลยว่าคุ้มค่าแล้วกับคนที่ชอบแนวลึกลับสยองขวัญ ซึ่งโดยปกติมักจะไม่ค่อยมีงานสวยๆ แบบนี้ให้เห็นเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้บรรจงสร้างมาอย่างปราณีตมาก เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกว่าสวย แต่ก็น่ากลัว+ชวนแหวะไปพร้อมกัน

ในส่วนของการแสดงก็คงไม่ต้องกังขาอะไร เพราะนักแสดงเรื่องนี้คุ้นหน้ากันดีทุกคน มีฝีมือกับรางวัลการันตีแทบมาแทบทั้งนั้น แม้แต่พวกบทสมทบของเรื่องก็ยังเป็นดาราฝีมือดีที่คุ้นหน้ากันแน่นอน แต่ตัวบทไม่ได้ง่าย เพราะเรื่องวางให้ตัวละครทุกตัวมีบางสิ่งซ่อนเร้นทั้งหมด ตัวละครเป็นสีเทาๆ ไม่ดี ไม่เลวมากจนเกินไป ไม่ยัดความโหดไม่มีที่มาที่ไปจนดูแค่สยองแบบไร้สาระไว้ในตัวละครพวกนี้เลย แม้จะมีฉากไล่ล่าพระเอกอยู่เรื่อยๆ แต่เรื่องก็จะเฉลยเหตุผลในเวลาต่อมาที่คลุมเคลือว่าคนบนเกาะนี้มันดีหรือเลวกันแน่ และยังมีช่วงพลิกเรื่องราวทั้งหมดแบบที่คนดูก็คงกังขากับความน่าเชื่อถือของตัวละครต่างๆ ในเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ก็เป็นอารมณ์แบบเดียวกับที่แซมรู้สึกในเรื่อง ซึ่งถือว่าผู้กำกับทำได้สำเร็จที่ทำให้คนดูรู้สึกเข้าถึงได้ในแบบเดียวกันได้อย่างน่าพอใจ